นับว่าเป็นอีกหนึ่ง เกมสุดมันภายหลัง มารัวประตูคืนทีเดียว 3 ลูกใน 6 ตอน

นับว่าเป็นอีกหนึ่ง

นับว่าเป็นอีกหนึ่ง มีจังหวะบกพร่องด้วยการสกัดบอลไป หลุดเข้าไปยิงง่ายๆ

นับว่าเป็นอีกหนึ่ง ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่แรกที่สนาม คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม เป็นการเจอกันระหว่าง เลสเตอร์ สิตี้ กลุ่มชั้น 3 ของตาราง เจอ กลุ่มชั้น 4 เบรนแดน รอดเจอร์ส พาทีม จิ้งจอก ไม่แพ้คนไหนกันแน่ 3 นัดหมายในทุกรายการ

เกมนี้มีปัญหาการจัดกองทัพเมื่อไม่มี เจมส์ จัสติน ที่มีลักษณะเจ็บ โดยส่ง แดเนียล อมาร์ตีย์ นับว่าเป็นอีกหนึ่ง ลงทำหน้าที่แทนในตำแหน่งตัวบุกปีกขวา ในเวลาที่แนวรุกเอามาโดย เจมส์ แมดดิสัน แล้วก็ เจมี่ วาร์ดี้ ลงล่าตาข่าย กล่าวว่าในมุมมอง

ด้าน หงส์แดง ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ เกมมนี้ส่ง โอซาน คาบัก ปราการหลังตัวใหม่ลงเปิดฉากสนามเป็นตัวจริงแทน ฟาบิน โญ่ ที่มีลักษณะอาการเจ็บ ลงจับคู่เซ็นเตอร์กับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ระหว่างที่สามผสานแนวรุกยังลงพร้อมอีกทั้ง ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ รวมทั้ง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่

นับว่าเป็นอีกหนึ่ง

ครึ่งแรกเปิดตัวมาเป็น ลิเวอร์พูล ที่กางบุกใส่ ได้มากกว่าแต่ว่ายังไม่มีจังหวะจบสกอร์ ได้แบบแจ่มแจ้งเยอะแค่ไหน หลังจากนั้น ช่วงที่ 11 ได้โอกาสสวนกลับมาบ้าง

ฮาร์วีย์ บาร์นส์ วางบอลตัดแนวรับ ลิเวอร์พูล ให้ เจมี่ วาร์ดี้ ใช้ความเร็วหลุดเข้าเขตโทษก่อนที่จะกระดกบอลผ่าน อลีสซง เบ็คเกอร์ แม้กระนั้นบอลผ่านคานออกไป

หงส์แดง ต้องมาเสียโควต้าสลับตัวคนแรกอย่างเร็ว ในนาที 17 ภายหลัง เจมส์ มิลเนอร์ มีลักษณะเจ็บจนกระทั่งเล่นต่อไม่ไหวแล้วเป็น ตำหนิอาโก้ อัลกันตาร่า ลงมาเล่นแทน “หงส์” ได้โอกาสชัดแจ้งมากเพิ่มขึ้น

นาที 25 โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จ่ายทะลุช่องให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ หลุดคนเดียวไปซัดมุมแคบด้วยขวา แต่ว่า แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ออกมาปิดมุมได้เร็วใช้เท้าสกัดออกหลังไปจวนเจียน

เกมของ ลิเวอร์พูล เริ่มเบาๆลงไป ในตอนที่ ได้บุกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ระยะ 36 เจ้าถิ่นหวุดหวิด ได้ประตูขึ้นนำอีกที จากจังหวะที่ ฮาร์วีย์ บาร์ส์ เปิดจากขอบเส้นฝั่งซ้ายเข้าจุดโทษให้ เจมี่ วาร์ดี้ ได้ขึ้นกระแทกเน้นย้ำๆแม้กระนั้นบอลยังไปตรงตัว อลีสซง เบ็คเกอร์ รับเข้าซอง

ทั้งคู่กลุ่มเปิดหน้าแลกเปลี่ยนกันบันเทิงใจ ระยะ 38 แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน หลุดขึ้นมาในจุดโทษฝั่งซ้ายแล้วซัดในทันทีบอลไปไถล แดเนียล อมาร์ตีย์ เฉี่ยวเสาไกลออกหลังไปนิดหนึ่ง เกมเปิดหน้าแลกเปลี่ยนกันบันเทิงใจ ได้โอกาสทองใกล้เคียง ที่กำลังจะได้ประตูขึ้นนำสุดๆใน นาที 42 โอซาน คาบัก พลาดไปลื่นล้ม ก่อนที่จะโดน เจมี่ วาร์ดี้ ฉกบอลหลุดลำพังเข้าไปซัดเหน่งๆแม้กระนั้นบอลไปชนคานอย่างจัง

ด้านหลังครึ่งแรก ช่วง 44 ได้ลุ้นจากจังหวะฟรีคิกหน้าจุดโทษ

แต่ว่า เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ยิงติดกำแพงช่วยบล็อกไว้ได้ รวมทั้งเป็นจังหวะส่งท้ายครึ่งแรกจบลงไปด้วยผลเสมอ 0-0 กลับมาหวดกันต่อในช่วงหลัง ประมาณ 56 หงแดง ใกล้เคียงจะได้ประตูขึ้นนำสุดจากจังหวะซัดฟรีคิกระยะ 30 หลาของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ บอลไปไถลกำแพง เลสเตอร์ ก่อนไปชนคานกระเด้งออกมา

ลิเวอร์พูล ครอบครองเกมได้อยู่มือขึงบุกใส่อยู่ฝ่ายเดียว ส่วน รูปเกมดร็อปลงไปจากครึ่งแรก อย่างชัดเจน หาจังหวะสวนกลับ มิได้เป็นชิ้นเป็นอัน จนกว่า ประมาณ 67 ความบากบั่นของของ หงแดง มาประสำเร็จผลขึ้นนำ 1-0 โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ไหลบอลคืนหลังให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ วางเท้าแปเล่นทางด้วยซ้าย จ่ายบอลแทงหน้าต่างเสาไกล อย่างงดงาม

นับว่าเป็นอีกหนึ่ง

ถึงกระนั้น ขณะ 78 ได้ประตูตามตีเสมอเป็น 1-1 จากจังหวะครึ่งหนึ่งยิงครึ่งหนึ่งผ่านเข้ามาของ เจมส์ แมดดิสัน ก่อนที่จะที่ แดเนียล อมาร์ตีย์ แฮนด์บอล

มานะสะกิดเปลี่ยนทางแม้กระนั้นไม่โดนบอลพุ่งแทงเสาไกลเข้าไป ถึงแม้ผู้ช่วยจะยกธงขาวให้เป็นจังหวะล้ำหน้าแม้กระนั้นเมื่อย้อนดูวีเออาร์ อมาร์ตีย์ อยู่ในไลน์พอดิบพอดี

แค่นี้ไม่พอ ขณะ 81 เลสเตอร์ กลับขึ้นนำ 2-1 จากจังหวะที่ วางบอลยาวจากแนวรับของ ยูริ ตีเลอมันส์ อลีสซง เบ็คเกอร์ เพียรพยายามออกมาสะสางนอกกรอบ

แต่ว่าติดต่อกับ โอซาน คาบัค ไม่ดี โดยแนวรับชาวตุรกีส กัดบอลไปติดเท้าของนายด่านชาวบราซิล เด้งไปเข้าทาง เจมี่ วาร์ดี้ เลี้ยงหลุดคนเดียวเข้าไปยิงแบบง่ายๆ

เลสเตอร์ เริ่มลำพองใจนำห่างเป็น 3-1 ในนาที 85 จากจังหวะแทงทะลุช่องของ อโยเซ่ เปเรซ ให้ ฮาร์วีย์ บาร์นส์ หลุดเดี่ยวไปซัดผ่านมือ อลีสซง เข้าประตูไป ในขณะที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม เลสเตอร์ ซิตี้ กลับแซงชนะ หงส์แดง 3-1 แซง แมนฯ ยูไนเต็ด ขึ้นไปรั้งรองจ่าฝูงชั่วครั้งคราว ดูบอลสด